Skip to content

เรียนต่อปริญญาตรีอังกฤษ vs ออสเตรเลีย 2026: ค่าเทอม วีซ่า งาน

สำหรับนักเรียนไทยและครอบครัวที่กำลังวางแผนเรียนต่อปริญญาตรีในปี 2026 สองประเทศยอดนิยมที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบคือ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) และออสเตรเลีย บทความนี้จะวิเคราะห์ความแตกต่างในเชิงลึก ครอบคลุมค่าใช้จ่าย วีซ่า โอกาสทำงานหลังเรียน และคุณภาพการศึกษา โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางการล่าสุด เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีการชี้นำจากเอเยนต์หรือสถาบันใด ๆ

เปรียบเทียบค่าเทอมและค่าครองชีพระดับปริญญาตรี ปี 2026

ค่าเทอมและค่าครองชีพเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของครอบครัวชาวไทย โดยทั่วไปแล้วค่าเล่าเรียนระดับปริญญาตรีของออสเตรเลียจะสูงกว่าอังกฤษเล็กน้อย แต่ค่าครองชีพในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนกลับแพงกว่าเมืองหลักของออสเตรเลียอย่างซิดนีย์หรือเมลเบิร์น จากข้อมูลของ Study Australia และ UK Council for International Student Affairs (UKCISA) ปี 2026 ค่าเทอมเฉลี่ยสำหรับหลักสูตรปริญญาตรีในออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 30,000 ถึง 45,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี (ประมาณ 700,000 - 1,050,000 บาท) ในขณะที่อังกฤษ ค่าเทอมสำหรับนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20,000 ถึง 38,000 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 900,000 - 1,700,000 บาท) ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและอันดับมหาวิทยาลัย

เรียนต่อปริญญาตรีอังกฤษ vs ออสเตรเลีย 2026: ค่าเทอม วีซ่า งาน

สำหรับค่าครองชีพ อังกฤษกำหนดให้นักศึกษาต้องแสดงหลักฐานเงินในบัญชีอย่างน้อย 1,334 ปอนด์ต่อเดือนสำหรับการเรียนในลอนดอน หรือ 1,023 ปอนด์ต่อเดือนสำหรับนอกลอนดอน (ข้อมูลปี 2026) ส่วนออสเตรเลียกำหนดให้นักศึกษาต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อย 21,041 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี (ประมาณ 500,000 บาท) ซึ่งเมื่อรวมค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหารแล้ว ค่าใช้จ่ายในลอนดอนจะสูงกว่าในซิดนีย์ประมาณ 10-15% โดยเฉพาะค่าเช่าห้องพักในลอนดอนเฉลี่ยสูงถึง 1,200 ปอนด์ต่อเดือน ในขณะที่ซิดนีย์อยู่ที่ประมาณ 1,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน

ข้อกำหนดวีซ่านักเรียนและความยืดหยุ่น

วีซ่านักเรียนเป็นอีกหนึ่งจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างทั้งสองประเทศ สำหรับอังกฤษ วีซ่า Student Visa (Tier 4) อนุญาตให้นักศึกษาทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเรียน และเต็มเวลาในช่วงปิดเทอม โดยต้องมีหลักฐานการรับเข้าศึกษาจากสถาบันที่มีใบอนุญาตรับนักเรียนต่างชาติ (CAS) และต้องแสดงความสามารถทางภาษาอังกฤษผ่านการสอบ IELTS หรือเทียบเท่า ส่วนออสเตรเลียใช้ระบบ Student Visa (Subclass 500) ซึ่งอนุญาตให้นักศึกษาทำงานได้สูงสุด 48 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์ในช่วงเรียน (เทียบเท่า 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และไม่มีข้อจำกัดในช่วงปิดเทอม

ข้อแตกต่างสำคัญคือ ออสเตรเลียมีนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่าในเรื่องการเปลี่ยนหลักสูตรหรือสถาบัน โดยนักศึกษาสามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่าใหม่ในหลายกรณี ในขณะที่อังกฤษมีข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่า โดยเฉพาะการเปลี่ยนสถาบันการศึกษาที่ต้องแจ้งให้ทางการทราบก่อน นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีเส้นทางวีซ่าที่ชัดเจนกว่าสำหรับการเปลี่ยนไปสู่วีซ่าทำงานหลังเรียน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เรียนในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)

โอกาสทำงานหลังเรียนและการขอพำนักระยะยาว

โอกาสในการทำงานต่อหลังจากจบการศึกษาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักเรียนไทยให้ความสำคัญ ออสเตรเลียมีนโยบาย Temporary Graduate Visa (Subclass 485) ที่ชัดเจนและมีระยะเวลานานกว่า โดยผู้ที่จบปริญญาตรีจะได้รับสิทธิ์ทำงานในออสเตรเลียเป็นเวลา 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เรียน โดยสาขาที่เป็นที่ต้องการสูง (Skills in Demand) จะได้รับสิทธิ์นานถึง 4 ปี ขณะที่ผู้ที่จบจากภูมิภาค (Regional Area) จะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีก 1-2 ปี

ในทางกลับกัน อังกฤษมี Graduate Route Visa ซึ่งอนุญาตให้ผู้ที่จบปริญญาตรีทำงานในอังกฤษได้เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่จำกัดสาขาวิชา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในแง่ความยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศทบทวนนโยบายนี้ในปี 2026 ซึ่งอาจส่งผลให้ระยะเวลาลดลงหรือมีข้อจำกัดเพิ่มเติมสำหรับบางสาขา โดยเฉพาะสาขาที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอังกฤษ สำหรับการขอพำนักระยะยาว ออสเตรเลียมีเส้นทางที่ชัดเจนกว่าผ่านระบบคะแนน (Skilled Migration) ซึ่งผู้ที่เรียนและทำงานในออสเตรเลียจะได้รับคะแนนเพิ่ม ในขณะที่อังกฤษมีระบบวีซ่าทำงานที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง (Skilled Worker Visa) ซึ่งยากกว่าในการเปลี่ยนสถานะ

คุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย

ทั้งอังกฤษและออสเตรเลียมีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จากการจัดอันดับ QS World University Rankings 2026 มหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ เช่น University of Oxford (อันดับ 3), University of Cambridge (อันดับ 5), และ Imperial College London (อันดับ 6) ครองตำแหน่งสูง ในขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของออสเตรเลีย เช่น University of Melbourne (อันดับ 14), University of Sydney (อันดับ 19), และ University of New South Wales (อันดับ 19) ก็มีอันดับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระบบการศึกษา โดยอังกฤษเน้นการสอนแบบเข้มข้นในสาขาวิชาเฉพาะตั้งแต่ปีแรก ทำให้นักศึกษาได้เจาะลึกในสาขาที่เลือก ในขณะที่ออสเตรเลียมีระบบที่ยืดหยุ่นกว่า อนุญาตให้นักศึกษาเลือกวิชาเรียนจากหลายคณะ (Double Degree หรือ Major/Minor) ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ยังไม่แน่ใจในเส้นทางอาชีพของตนเอง นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีชื่อเสียงด้านการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ในขณะที่อังกฤษโดดเด่นด้านมนุษยศาสตร์ กฎหมาย และธุรกิจ

วัฒนธรรมการใช้ชีวิตและการปรับตัวของนักเรียนไทย

สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมมีผลต่อประสบการณ์การเรียนของนักเรียนไทยอย่างมาก อังกฤษมีสังคมที่หลากหลายและมีชุมชนคนไทยขนาดใหญ่ในลอนดอน โดยเฉพาะในย่านที่พักราคาปานกลาง วัฒนธรรมการใช้ชีวิตในอังกฤษเน้นความเป็นระเบียบและการตรงต่อเวลา ส่วนออสเตรเลียมีชื่อเสียงด้านวิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย (Lifestyle) และเป็นกันเองมากกว่า โดยเฉพาะในเมืองชายทะเลอย่างซิดนีย์ โกลด์โคสต์ และบริสเบน ซึ่งมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย

สำหรับการปรับตัวด้านภาษา ทั้งสองประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่อังกฤษมีสำเนียงที่หลากหลายและอาจยากต่อการทำความเข้าใจในช่วงแรก ในขณะที่ออสเตรเลียมีสำเนียงที่ไม่ซับซ้อนเท่า แต่มีคำสแลงเฉพาะที่ต้องเรียนรู้ สภาพอากาศก็เป็นปัจจัยที่ควรพิจารณา อังกฤษมีอากาศหนาวเย็นและมีฝนตกบ่อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิอาจต่ำถึง 0 องศาเซลเซียส ในขณะที่ออสเตรเลียมีอากาศอบอุ่นกว่า โดยเฉพาะในรัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งมีฤดูร้อนที่ยาวนานและอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่

FAQ

Q1: ค่าเทอมรวมค่าครองชีพสำหรับเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษและออสเตรเลียปี 2026 แตกต่างกันเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสำหรับอังกฤษ (ลอนดอน) อยู่ที่ประมาณ 40,000-55,000 ปอนด์ (1.8-2.5 ล้านบาท) ส่วนนอกลอนดอนอยู่ที่ 30,000-45,000 ปอนด์ (1.35-2.0 ล้านบาท) สำหรับออสเตรเลีย ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีในซิดนีย์หรือเมลเบิร์นอยู่ที่ประมาณ 50,000-70,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (1.2-1.7 ล้านบาท) ซึ่งถูกกว่าลอนดอนประมาณ 20-30%

Q2: วีซ่าทำงานหลังเรียนของอังกฤษและออสเตรเลียต่างกันอย่างไร?

ออสเตรเลียให้สิทธิ์ทำงานหลังเรียน (Subclass 485) นาน 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาที่เรียน โดยสาขา STEM และสาขาที่เป็นที่ต้องการสูงจะได้สิทธิ์นานกว่า ส่วนอังกฤษให้สิทธิ์ (Graduate Route) นาน 2 ปี โดยไม่จำกัดสาขา แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในปี 2026

Q3: ประเทศไหนมีโอกาสได้ถิ่นที่อยู่ถาวร (PR) ง่ายกว่ากัน?

ออสเตรเลียมีเส้นทางสู่ PR ที่ชัดเจนกว่าผ่านระบบคะแนน (Skilled Migration) โดยผู้ที่เรียนและทำงานในสาขาที่เป็นที่ต้องการสูง เช่น การพยาบาล วิศวกรรม และเทคโนโลยี จะได้รับคะแนนเพิ่ม ส่วนอังกฤษมีเส้นทางที่ยากกว่า ต้องผ่านวีซ่าทำงานแบบ Skilled Worker Visa ซึ่งต้องมีนายจ้างสนับสนุน

参考资料

  • UK Council for International Student Affairs (UKCISA) 2026 Report / ข้อมูลค่าเทอมและค่าครองชีพ
  • Study Australia 2026 Data / ข้อมูลวีซ่าและค่าใช้จ่าย
  • QS World University Rankings 2026 / การจัดอันดับมหาวิทยาลัย
  • Australian Department of Home Affairs 2026 / ข้อกำหนดวีซ่านักเรียนและทำงานหลังเรียน
  • UK Home Office 2026 / ข้อมูล Graduate Route Visa และข้อกำหนด